ไมเกรน

posted on 12 May 2011 10:36 by sirinpharmacy in Medicines

 

ไมเกรน / MIGRAINE
 
 ไมเกรนเป็นโรคปวดศีรษะชนิดหนึ่งซึ่งพบได้ในทุกช่วงอายุ แต่มักพบมากในช่วงอายุ 10-45 ปี เป็นโรคที่เรื้อรังเป็นๆหายๆ ผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนมักมีอาการครั้งแรกในช่วงวัยรุ่น หรือในช่วงอายุประมาณ 20 ปี และโดยปกติจะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย [1] 

สาเหตุ [1], [2] 

ไมเกรนมีสาเหตุจากหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ร่วมกับการมีปัจจัยกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม ทำให้มีการหด และขยายตัวอย่างผิดปกติของหลอดเลือดแดงทั้งภายใน และภายนอกกะโหลกศีรษะ โดยอาการปวดศีรษะมีสาเหตุมาจากการขยายตัวผิดปกติของหลอดเลือดแดงบริเวณนอกกะโหลกศีรษะ ส่วนอาการนำก่อนปวดไมเกรนเป็นผลจากการหดตัวผิดปกติของหลอดเลือดแดงที่สมองหรือที่จอตาประสาทตา

  
อาการปวดศีรษะแบบไมเกรนเกิดมาจากการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทสมอง โดยมีโครงสร้างอย่างน้อย 3 ส่วนในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการปวดศีรษะไมเกรน ได้แก่ ก้านสมอง (brain stem), เส้นเลือดในกะโหลกศีรษะ (cranial blood vessels)  และประสาทไทรเจมินัล (trigeminal nerve) ในระหว่างที่ปวดศีรษะโครงสร้างทั้ง 3 ส่วนนี้ใกล้ชิดกันมากเมื่อเกิดการขยายตัวของหลอดเลือด การปลดปล่อยสาร neuropeptide จากระบบประสาทส่วนปลาย เช่น substance P, neurokinase A หรือ calcitonin gene-related peptide รวมถึงทำให้เกิดอาการอักเสบ และปวดในที่สุด
 
 Serotonin (5-HT) เป็นสารเคมีที่มีความสำคัญที่สุดต่อการเกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งหลั่งจากแหล่งเก็บในระหว่างการเกิดไมเกรน ส่งผลให้เกิดการหดตัวหรือขยายตัวของหลอดเลือด การกระตุ้นการหลั่งของ serotonin ส่งผลให้มีการเพิ่มหรือลดการไหลเวียนของเลือดในสมอง นอกจากนี้ serotonin ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งผ่านความเจ็บปวดไปยังระบบอื่นๆในร่างกาย
 
 ปัจจุบันได้มีการแบ่งประเภทของตัวรับการกระตุ้น (receptor) ของ serotonin เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 5-HT1, 5-HT2, 5-HT3 และ 5-HT4 โดยในกลุ่มต่างๆยังแบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆอีกมากมาย ดังนั้นยาแต่ละชนิดจะไปมีผลต่อ receptor ตัวใดตัวหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง เช่น ยาที่มีผลต่อการรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดร่วมกับไมเกรน เช่น metoclopramide จะออกฤทธิ์ที่ 5-HT3  receptor, ยา ergotamine ที่สามารถรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรนแบบเฉียบพลันจะออกฤทธิ์ที่ 5-HT3  และ 5-HT1D receptor ส่วนยาตัวอื่นๆในกลุ่ม triptans จะออกฤทธิ์เป็น 5-HT1B agonist ที่หลอดเลือด และ 5-HT1D agonist ที่ระบบประสาทส่วนกลาง
 
 ลักษณะการปวดศีรษะแบบไมเกรน [1], [2], [4]
 
 อาการปวดอยู่ในระดับปานกลางถึงรุนแรง มักมีอาการเป็นครั้งคราว ด้วยอาการปวดที่ขมับหรือเบ้าตาซีกหนึ่งซีกใด ปวดแบบตุบๆเข้ากับจังหวะการเต้นของหัวใจ แต่บางครั้งอาจปวดแบบตื้อๆได้ มักปวดข้างเดียวแต่ก็อาจพบอาการปวดทั้งสองข้างได้เช่นกัน อาจปวดสลับข้างในแต่ละครั้ง หรือปวดพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง บางคนอาจปวดทั้งศีรษะ มักปวดนานเป็นชั่วโมงๆ หรือเป็นวัน แต่มักไม่เกิน 3 วัน  และมีอาการปวดมากขึ้นเมื่อทำกิจวัตรประจำวัน อาการปวดศีรษะนี้หากไม่ได้รับประทานยาก็สามารถหายได้เอง
 
 การรับประทานยาแก้ปวด หรือการนอนหลับพักผ่อนตั้งแต่เริ่มแรกที่มีอาการจะช่วยให้อาการปวดดีขึ้นหรือหายได้ แต่หากปล่อยให้ปวดเป็นชั่วโมงแล้วจึงรับประทานยามักไม่ได้ผล บางรายที่เป็นรุนแรงอาจมีอาการหน้าชา ริมฝีปากชา มือชา วิงเวียน เห็นภาพซ้อน อ่อนเพลียหรือแขนขาไม่มีแรงแต่พบได้น้อยมาก และมักเป็นเพียงชั่วโมงแล้วหายได้เอง
 
 นอกจากนั้นมักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย และอาจคงอยู่ประมาณ 72 ชั่วโมง อาการปวดมักดีขั้นเมื่อได้ผ่อนคลาย อยู่ในที่มืด หรือพักผ่อนนอนหลับ นอกจากปวดศีรษะแล้วยังมีอาการไม่อยากอาหาร, ระบบทางเดินอาหารไม่ทำงาน,คลื่นไส้อาเจียน, มีความไวต่อแสง และเสียงร่วมด้วย อาการปวดศีรษะแบบไมเกรนอาจรุนแรงขึ้นจนมีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ป่วย ในกรณีที่ไม่ได้รับการรักษาอาการปวดศีรษะอาจยาวนานเป็นเวลาหลายวัน บางรายเมื่อมีอาการปวดศีรษะแล้วจะมีอาการปวดคอ, การตัดสินใจแย่ลงชั่วขณะ และอ่อนเพลียต้องการพักผ่อน
 
สามารถแบ่งการปวดศีรษะแบบไมเกรนอย่างง่ายๆได้ 2 แบบ คือ ่

1. ไมเกรนชนิดไม่มีอาการนำ (Migraine without aura) 

2. ไมเกรนชนิดมีอาการนำ (Migraine with aura) 

ประมาณร้อยละ 40 ของผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนมักมีอาการทางระบบประสาทที่เรียกว่า อาการนำ(aura) โดยอาการนำเหล่านี้แสดงออกในรูปของ การมองเห็นแสง, การได้ยินเสียง, การรับสัมผัสที่ผิดไปจากความจริง โดยอาการนำทางตานั้นพบได้บ่อยสุด เช่น การเห็นแสงกะพริบ เห็นจุดหรือเส้น หรือมองภาพไม่ชัด บางรายอาจเห็นภาพบิดเบี้ยวหรือสีเพี้ยนจากความเป็นจริง นอกจากนั้นยังมีอาการทางประสาทรับความรู้สึก เช่น เหน็บหรือชา พูดผิดปกติหรือสับสน

อาการนำดังกล่าวมักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนปวดศีรษะประมาณ 15-20 นาที และคงอยู่ประมาณ 20-60 นาที ก่อนที่จะปวดศีรษะอย่างรุนแรง ลักษณะที่มีอาการนั้นมักจะหยุดก่อนที่จะเริ่มมีอาการปวดศีรษะ หรือเกิดขึ้นระหว่างที่มีการปวดศีรษะ

  
ปัจจัยกระตุ้นการปวดไมเกรน [1], [2], [3]
 
 ปัจจัยกระตุ้นของแต่ละคนอาจแตกต่างกันออกไป และมักมีได้หลายๆอย่าง ดังนั้นการค้นหาปัจจัยกระตุ้นให้พบ และหลีกเลี่ยงจะเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด มีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลกระตุ้นการปวดศีรษะไมเกรน โดยปัจจัยกระตุ้นทุกตัวจะมีผลต่อการหลั่งหรือการตอบสนองของสารเคมีที่มีผลต่อการไหลเวียนของโลหิตในสมอง ตัวอย่างของสิ่งเร้าที่มีผลต่อการเกิดไมเกรน ยกตัวอย่างเช่น มีแสงสว่างจ้าเข้าตา เช่น การออกไปกลางแดดจ้า, การใช้สายตาเพ่งดูอะไรนานๆ, อยู่ในที่ๆมีเสียงอึกทึก, การสูดดมกลิ่นฉุนแรง, การดื่มกาแฟมากเกินไป, ยานอนหลับ, อยู่ในที่ๆมีอากาศร้อนหรือเย็นเกินไป, ความเครียดหรือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์, ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ, การมีประจำเดือนของผู้หญิง, การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการนอนหลับ, การอดนอน, การออกกำลังกาย, การรับประทานอาหาร (มีหลักฐานทางการแพทย์แสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบสูง จะเพิ่มปรากฏการณ์และความรุนแรงในการเกิดอาการปวดศีรษะแบบไมเกรน ในขณะที่การรับประทานอาหารที่มีไขมันลดลงจะสามารถลดอัตราการเกิด และความรุนแรงของการเกิดโรคได้), การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ไวน์แดง, นมเปรี้ยว, เนยแข็ง, ตับไก่, ไส้กรอก, อาหารทะเล, อาหารทอด, หอมหัวใหญ่, เนยถั่ว, กล้วย, ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะนาว, ช็อคโกแลต, อาหารที่มี tyramine เป็นส่วนประกอบ, อาหารที่มีสารปรุงแต่ง เช่น monosodium glutamate (ผงชูรส), nitrates, phenethylamine, aspartame อาจทำให้เกิดการปวดศีรษะแบบไมเกรนได้ นอกจากนี้ยาบางประเภท เช่น cimetidine, cocaine, fenfluramine, fluoxetine, indomethacin, nicotine, nifedipine, nitroglycerin, reserpine, estrogen, ยาแก้ปวดบางชนิด หรือยาคุมกำเนิดแบบรับประทานยังอาจทำให้อาการปวด