ไมเกรน

posted on 12 May 2011 10:36 by sirinpharmacy in Medicines

 

ไมเกรน / MIGRAINE
 
 ไมเกรนเป็นโรคปวดศีรษะชนิดหนึ่งซึ่งพบได้ในทุกช่วงอายุ แต่มักพบมากในช่วงอายุ 10-45 ปี เป็นโรคที่เรื้อรังเป็นๆหายๆ ผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนมักมีอาการครั้งแรกในช่วงวัยรุ่น หรือในช่วงอายุประมาณ 20 ปี และโดยปกติจะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย [1] 

สาเหตุ [1], [2] 

ไมเกรนมีสาเหตุจากหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ร่วมกับการมีปัจจัยกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม ทำให้มีการหด และขยายตัวอย่างผิดปกติของหลอดเลือดแดงทั้งภายใน และภายนอกกะโหลกศีรษะ โดยอาการปวดศีรษะมีสาเหตุมาจากการขยายตัวผิดปกติของหลอดเลือดแดงบริเวณนอกกะโหลกศีรษะ ส่วนอาการนำก่อนปวดไมเกรนเป็นผลจากการหดตัวผิดปกติของหลอดเลือดแดงที่สมองหรือที่จอตาประสาทตา

  
อาการปวดศีรษะแบบไมเกรนเกิดมาจากการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทสมอง โดยมีโครงสร้างอย่างน้อย 3 ส่วนในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการปวดศีรษะไมเกรน ได้แก่ ก้านสมอง (brain stem), เส้นเลือดในกะโหลกศีรษะ (cranial blood vessels)  และประสาทไทรเจมินัล (trigeminal nerve) ในระหว่างที่ปวดศีรษะโครงสร้างทั้ง 3 ส่วนนี้ใกล้ชิดกันมากเมื่อเกิดการขยายตัวของหลอดเลือด การปลดปล่อยสาร neuropeptide จากระบบประสาทส่วนปลาย เช่น substance P, neurokinase A หรือ calcitonin gene-related peptide รวมถึงทำให้เกิดอาการอักเสบ และปวดในที่สุด
 
 Serotonin (5-HT) เป็นสารเคมีที่มีความสำคัญที่สุดต่อการเกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งหลั่งจากแหล่งเก็บในระหว่างการเกิดไมเกรน ส่งผลให้เกิดการหดตัวหรือขยายตัวของหลอดเลือด การกระตุ้นการหลั่งของ serotonin ส่งผลให้มีการเพิ่มหรือลดการไหลเวียนของเลือดในสมอง นอกจากนี้ serotonin ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งผ่านความเจ็บปวดไปยังระบบอื่นๆในร่างกาย
 
 ปัจจุบันได้มีการแบ่งประเภทของตัวรับการกระตุ้น (receptor) ของ serotonin เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 5-HT1, 5-HT2, 5-HT3 และ 5-HT4 โดยในกลุ่มต่างๆยังแบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆอีกมากมาย ดังนั้นยาแต่ละชนิดจะไปมีผลต่อ receptor ตัวใดตัวหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง เช่น ยาที่มีผลต่อการรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดร่วมกับไมเกรน เช่น metoclopramide จะออกฤทธิ์ที่ 5-HT3  receptor, ยา ergotamine ที่สามารถรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรนแบบเฉียบพลันจะออกฤทธิ์ที่ 5-HT3  และ 5-HT1D receptor ส่วนยาตัวอื่นๆในกลุ่ม triptans จะออกฤทธิ์เป็น 5-HT1B agonist ที่หลอดเลือด และ 5-HT1D agonist ที่ระบบประสาทส่วนกลาง
 
 ลักษณะการปวดศีรษะแบบไมเกรน [1], [2], [4]
 
 อาการปวดอยู่ในระดับปานกลางถึงรุนแรง มักมีอาการเป็นครั้งคราว ด้วยอาการปวดที่ขมับหรือเบ้าตาซีกหนึ่งซีกใด ปวดแบบตุบๆเข้ากับจังหวะการเต้นของหัวใจ แต่บางครั้งอาจปวดแบบตื้อๆได้ มักปวดข้างเดียวแต่ก็อาจพบอาการปวดทั้งสองข้างได้เช่นกัน อาจปวดสลับข้างในแต่ละครั้ง หรือปวดพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง บางคนอาจปวดทั้งศีรษะ มักปวดนานเป็นชั่วโมงๆ หรือเป็นวัน แต่มักไม่เกิน 3 วัน  และมีอาการปวดมากขึ้นเมื่อทำกิจวัตรประจำวัน อาการปวดศีรษะนี้หากไม่ได้รับประทานยาก็สามารถหายได้เอง
 
 การรับประทานยาแก้ปวด หรือการนอนหลับพักผ่อนตั้งแต่เริ่มแรกที่มีอาการจะช่วยให้อาการปวดดีขึ้นหรือหายได้ แต่หากปล่อยให้ปวดเป็นชั่วโมงแล้วจึงรับประทานยามักไม่ได้ผล บางรายที่เป็นรุนแรงอาจมีอาการหน้าชา ริมฝีปากชา มือชา วิงเวียน เห็นภาพซ้อน อ่อนเพลียหรือแขนขาไม่มีแรงแต่พบได้น้อยมาก และมักเป็นเพียงชั่วโมงแล้วหายได้เอง
 
 นอกจากนั้นมักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย และอาจคงอยู่ประมาณ 72 ชั่วโมง อาการปวดมักดีขั้นเมื่อได้ผ่อนคลาย อยู่ในที่มืด หรือพักผ่อนนอนหลับ นอกจากปวดศีรษะแล้วยังมีอาการไม่อยากอาหาร, ระบบทางเดินอาหารไม่ทำงาน,คลื่นไส้อาเจียน, มีความไวต่อแสง และเสียงร่วมด้วย อาการปวดศีรษะแบบไมเกรนอาจรุนแรงขึ้นจนมีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ป่วย ในกรณีที่ไม่ได้รับการรักษาอาการปวดศีรษะอาจยาวนานเป็นเวลาหลายวัน บางรายเมื่อมีอาการปวดศีรษะแล้วจะมีอาการปวดคอ, การตัดสินใจแย่ลงชั่วขณะ และอ่อนเพลียต้องการพักผ่อน
 
สามารถแบ่งการปวดศีรษะแบบไมเกรนอย่างง่ายๆได้ 2 แบบ คือ ่

1. ไมเกรนชนิดไม่มีอาการนำ (Migraine without aura) 

2. ไมเกรนชนิดมีอาการนำ (Migraine with aura) 

ประมาณร้อยละ 40 ของผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนมักมีอาการทางระบบประสาทที่เรียกว่า อาการนำ(aura) โดยอาการนำเหล่านี้แสดงออกในรูปของ การมองเห็นแสง, การได้ยินเสียง, การรับสัมผัสที่ผิดไปจากความจริง โดยอาการนำทางตานั้นพบได้บ่อยสุด เช่น การเห็นแสงกะพริบ เห็นจุดหรือเส้น หรือมองภาพไม่ชัด บางรายอาจเห็นภาพบิดเบี้ยวหรือสีเพี้ยนจากความเป็นจริง นอกจากนั้นยังมีอาการทางประสาทรับความรู้สึก เช่น เหน็บหรือชา พูดผิดปกติหรือสับสน

อาการนำดังกล่าวมักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนปวดศีรษะประมาณ 15-20 นาที และคงอยู่ประมาณ 20-60 นาที ก่อนที่จะปวดศีรษะอย่างรุนแรง ลักษณะที่มีอาการนั้นมักจะหยุดก่อนที่จะเริ่มมีอาการปวดศีรษะ หรือเกิดขึ้นระหว่างที่มีการปวดศีรษะ

  
ปัจจัยกระตุ้นการปวดไมเกรน [1], [2], [3]
 
 ปัจจัยกระตุ้นของแต่ละคนอาจแตกต่างกันออกไป และมักมีได้หลายๆอย่าง ดังนั้นการค้นหาปัจจัยกระตุ้นให้พบ และหลีกเลี่ยงจะเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด มีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลกระตุ้นการปวดศีรษะไมเกรน โดยปัจจัยกระตุ้นทุกตัวจะมีผลต่อการหลั่งหรือการตอบสนองของสารเคมีที่มีผลต่อการไหลเวียนของโลหิตในสมอง ตัวอย่างของสิ่งเร้าที่มีผลต่อการเกิดไมเกรน ยกตัวอย่างเช่น มีแสงสว่างจ้าเข้าตา เช่น การออกไปกลางแดดจ้า, การใช้สายตาเพ่งดูอะไรนานๆ, อยู่ในที่ๆมีเสียงอึกทึก, การสูดดมกลิ่นฉุนแรง, การดื่มกาแฟมากเกินไป, ยานอนหลับ, อยู่ในที่ๆมีอากาศร้อนหรือเย็นเกินไป, ความเครียดหรือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์, ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ, การมีประจำเดือนของผู้หญิง, การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการนอนหลับ, การอดนอน, การออกกำลังกาย, การรับประทานอาหาร (มีหลักฐานทางการแพทย์แสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบสูง จะเพิ่มปรากฏการณ์และความรุนแรงในการเกิดอาการปวดศีรษะแบบไมเกรน ในขณะที่การรับประทานอาหารที่มีไขมันลดลงจะสามารถลดอัตราการเกิด และความรุนแรงของการเกิดโรคได้), การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ไวน์แดง, นมเปรี้ยว, เนยแข็ง, ตับไก่, ไส้กรอก, อาหารทะเล, อาหารทอด, หอมหัวใหญ่, เนยถั่ว, กล้วย, ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะนาว, ช็อคโกแลต, อาหารที่มี tyramine เป็นส่วนประกอบ, อาหารที่มีสารปรุงแต่ง เช่น monosodium glutamate (ผงชูรส), nitrates, phenethylamine, aspartame อาจทำให้เกิดการปวดศีรษะแบบไมเกรนได้ นอกจากนี้ยาบางประเภท เช่น cimetidine, cocaine, fenfluramine, fluoxetine, indomethacin, nicotine, nifedipine, nitroglycerin, reserpine, estrogen, ยาแก้ปวดบางชนิด หรือยาคุมกำเนิดแบบรับประทานยังอาจทำให้อาการปวดศีรษะแบบไมเกรนเกิดขึ้นได้
 
 แนวทางการค้นหาสิ่งกระตุ้นการปวดไมเกรน [4]

จดบันทึกข้อมูลดังต่อไปนี้ในแต่ละวัน เวลาที่เกิดอาการปวดไมเกรน, ความรุนแรงของการปวด, อาหารที่ได้รับประทาน, เวลานอนหลับพักผ่อน, อาการอื่นๆที่เกิดร่วมกับไมเกรน, ปัจจัยที่สงสัยอื่นๆ โดยเฉพาะผู้หญิงควรบันทึกเวลาของการมีประจำเดือนด้วย

  
การรักษาไมเกรน [1], [2], [4], [6]
 
 1. การรักษาโดยไม่ใช้ยา เช่น พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่างๆ

2. การรักษาโดยใช้ยา

การรักษาอาการปวดศีรษะแบบไมเกรนสามารถ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทได้แก่

1. การหยุดภาวะอาการปวดศีรษะไมเกรนแบบเฉียบพลัน

2. การป้องกันการเกิดอาการปวดศีรษะแบบไมเกรนในอนาคต ในกรณีที่ไม่สามารถป้องกันการเกิดไมเกรนได้

เป้าหมายต่อไปคือพยายามลดระยะเวลาหรือความรุนแรงของการเกิดอาการปวด และให้ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ  ส่วนเป้าหมายของการป้องกันการเกิดไมเกรนได้แก่ การลดความถี่ของการเกิดโรค และความรุนแรงของการเกิดไมเกรน

กลุ่มยาระงับอาการปวดไมเกรนอย่างเฉียบพลัน 

ยาหลายประเภทสามารถใช้รักษาอาการปวดศีรษะไมเกรนอย่างเฉียบพลัน ได้แก่ ยาแก้ปวด ยาในกลุ่ม nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs) ยาในกลุ่ม ergots, triptans หรือยาสูตรผสม

1.1 Migraine-specific ได้แก่

- ยาในกลุ่ม ergots เช่น dihydroergotamine หรือ ergotamine กับ caffeine (Cafergot)

- ยาในกลุ่ม triptans เช่น almotriptan, frovatriptan, rizatriptan, sumatriptan และ zolmitriptan

-  Isometheptene (Midrin)

1.2 Nonspecific เช่น ยาแก้ปวดพาราเซตามอล/ aspirin/caffeine และยาในกลุ่ม NSAIDs

การรักษา

ถ้าปวดไม่รุนแรง เมื่อเริ่มรู้สึกมีอาการให้นั่งหรือนอนพักเงียบสักครู่ หรืออาจรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ  หากเคยใช้ยาแก้ปวดทั่วไป เช่น พาราเซตามอล แล้วไม่ได้ผลในการปวดครั้งต่อไปในรับประทานยาเม็ด Ergotamine+ Caffeine ทันทีที่เริ่มมีอาการโดยครั้งแรกให้รับประทาน 1-2 เม็ด แต่ถ้ายังไม่หายให้รับประทานซ้ำได้อีก 1 เม็ด ทุกครึ่งชั่วโมง แต่รวมแล้วต้องรับประทานไม่เกิน 6 เม็ด ต่อวัน และไม่เกิน 10 เม็ด ต่อสัปดาห์ หากใช้เกินขนาดจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย ทำให้หลอดเลือดแดงตีบตัน เกิดเนื้อเน่าตาย บริเวณปลายแขนปลายขาได้ นอกจากนั้นยังทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ใจสั่น เนื่องจากฤทธิ์ของคาแฟอีนได้ อย่างไรก็ตามต้องรีบรับประทานยาเมื่อรู้สึกมีอาการ หากปล่อยให้อาการปวดอยู่นานมักไม่ได้ผล นอกจากนั้นยังสามารถบรรเทาอาการขณะปวดโดยการประคบเย็นบริเวณศีรษะ

Analgesics/ Anti-inflammatory agents
 
อาการปวดศีรษะแบบไมเกรนอย่างอ่อนๆ ถึงปานกลาง สามารถรักษาได้ด้วยยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ซึ่งมีประสิทธิภาพต่อการรักษาอาการปวดก่อนที่จะมีอาการรุนแรง ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ได้ใช้ยาอย่างทันทีจนทำให้มีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย จะทำให้การดูดซึมเกิดขึ้นอย่างไม่สมบูรณ์จนส่งผลให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่

ยากลุ่ม NSAIDs และ aspirin จะยับยั้งการสังเคราะห์ prostaglandin และ leukotriene ซึ่งส่งผลป้องกันการเกิดการอักเสบในระบบประสาทและหลอดเลือด นอกจากนี้ aspirin สามารถรบกวนการส่งผ่านของ 5-HT ทางระบบประสาทซึ่งมีผลต่อการหดตัวของหลอดเลือด ส่วนกระบวนการออกฤทธิ์ของพาราเซตามอลเกิดจากการยับยั้งความรู้สึกปวดที่ส่งผ่าน serotonergic receptor

อนุพันธ์ของ Ergot (Ergot derivatives)

ยาในกลุ่ม ergots ได้แก่ ergotamine tartrate และ dihydroergotamine (DHE) เป็นยาตัวแรกที่ใช้เพื่อลดอาการปวดศีรษะแบบไมเกรนอย่างเฉียบพลัน

กระบวนการในการออกฤทธิ์ของยากลุ่มนี้ เกิดจากการเสริมฤทธิ์ (agonist activity) ของยา ergot กับ serotonin, dopamine และ alpha-adrenergic receptors ยากลุ่มนี้นอกจากจะออกฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัวแล้ว ยังยับยั้งการปลดปล่อยของ peptide ที่ก่อให้เกิดการอักเสบที่หลอดเลือดหรือระบบประสาทอีกด้วย โดย DHE จะออกฤทธิ์เป็นสารที่ก่อให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือดได้น้อยกว่า ergotamine

Ergotamine มีอยู่ในรูปของยาเม็ดอมใต้ลิ้นขนาด 2 มิลลิกรัม หรืออยู่ในยาสูตรผสมร่วมกับ caffeine ในรูปของยากินหรือยาเหน็บทวารหนักซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาคลื่นไส้อาเจียน

DHE มีอยู่ในรูปแบบของยารับประทาน ยาฉีดเข้าใต้ผิวหนัง, ยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ, ยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำ หรือยาฉีดเข้าทางจมูก (intranasal)

ข้อควรระวัง

ผลอันไม่พึงประสงค์ของการใช้ยาในกลุ่ม ergots (โดยเฉพาะยา ergotamine) ได้แก่ อาการคลื่นไส้อาเจียน, การกลับมาปวดศีรษะแบบไมเกรนอีกหลังจากใช้ยาไปไม่นาน, ชา, มึนงง, ปากแห้ง, กระวนกระวายหลังจากใช้ยา นอกจากนี้ยังอาจเกิดอาการที่เรียกว่า “ergotism” ซึ่งมีภาวะการไหลเวียนของเลือดลดลง ทำให้เกิดความรู้สึกเย็นหรือชาบริเวณปลายมือปลายเท้าซึ่งอาจเกิดภาวะเนื้อตายเน่า(gangrene) ได้ในที่สุด ถึงแม้อาการดังกล่าวจะพบได้ไม่มากนัก แต่ในผู้ป่วยที่มีการใช้ยาเกินขนาด หรือมีภาวะของโรคตับหรือไตอาจพบอาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าวมากขึ้น

ภาวะ ergotism

รูปภาพจาก http://www.neurology.org/content/67/1/104/F1.expansion

ผู้ป่วยที่ใช้ยาในกลุ่ม ergot ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยามากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เนื่องจากอาจทำให้อาการปวดศีรษะไมเกรนเกิดได้บ่อยขึ้นหรือเกิดอาการปวดศีรษะแบบ ergotamine-induced headache เมื่อหยุดยา หรืออาการปวดศีรษะอาจรุนแรงขึ้นเมื่อเทียบกับภาวะที่ไม่เคยใช้ยามาก่อน นอกจากนี้การใช้ยา ergotamine เป็นประจำอาจทำให้การป้องกันการเกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนไม่ได้ผล การใช้ยานี้ร่วมกับยาบางกลุ่มเช่น triptans, beta-blockers, dopamine, CYP3A4 inhibitors เช่น erythromycin อาจทำให้อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยารุนแรงขึ้น และห้ามใช้ยา ergotamine ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากมีการใช้ยาในกลุ่ม triptans
 
เนื่องจากยาในกลุ่มนี้มีผลทำให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือด ergotamine และ DHE จึงห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์หรือในผู้ป่วยที่มีภาวะ ischemic heart disease, myocardial infarction, intermittent claudication, Raynaud’s disease และในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงและไม่สามารถควบคุมได้
 
ยาในกลุ่ม Triptans

ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ sumatriptan, zolmitriptan, rizatriptan, naratriptan, almotriptan, frovatriptan, และ eletriptan   ออกฤทธิ์โดยกระตุ้น presynaptic และpostsynaptic 5-HT1B และ 5-HT1D serotonin receptor ส่งผลทำให้การอักเสบลดลง

การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยากลุ่มนี้

ยา Sumatriptan ในรูปของยารับประทานมีประสิทธิภาพน้อยกว่าในรูปแบบยาฉีดเข้าใต้ผิวหนัง แต่เนื่องจากความสะดวกในการใช้ยา รูปแบบของยารับประทานจึงเป็นที่นิยมมากกว่า ส่วนยาในรูปแบบของยาฉีดพ่นเข้าจมูก พบว่ามีระยะเวลาในการออกฤทธิ์รวดเร็วกว่ายารับประทาน ใช้สะดวกกว่ายาฉีดแต่รสชาติไม่ดี

ยา naratriptan, zolmitriptan,rizatriptan และยาอื่นๆในกลุ่ม ในรูปแบบยาเม็ดมี bioavailability ดีกว่าและระยะเวลาในการออกฤทธิ์นานกว่า sumatriptan 2-3 เท่า

ผู้ป่วยแต่ละคนอาจตอบสนองต่อยาแต่ละตัวในกลุ่ม triptans ต่างกัน และผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาตัวหนึ่งในกลุ่มอาจตอบสนองต่อยาตัวอื่นในกลุ่มนี้ได้

ข้อควรระวังในการใช้ยา

อาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้ในขณะใช้ยากลุ่มนี้ ได้แก่ อาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย มึนงง หรือมีอาการปวดศีรษะกลับมาเป็นใหม่อีก ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการแน่นหน้าอก แต่อาการดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความผิดปกติทางระบบหลอดเลือดและหัวใจ อย่างไรก็ตามยานี้อาจก็ให้เกิดภาวะหลอดเลือดหดตัวที่หลอดเลือดแดงใหญ่บริเวณหัวใจ ดังนั้นห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจและหลอดเลือดหรือผู้ที่มีภาวะ cardiac ischemia นอกจากนี้ยาทุกตัวในกลุ่มนี้มีฤทธิ์เพิ่มความดันโลหิตจึงห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงและยังไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้

ผู้ป่วยห้ามใช้ยาในกลุ่มนี้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากใช้ยา ergotamine, DHE หรือ methylsergide ส่วนยา sumatriptan, zolmitriptan และ rizatriptan ยังไม่ควรใช้ภายใน 2 สัปดาห์หลังจากการใช้ monoamine oxidase (MAO) type A inhibitor นอกจากนี้ผู้ป่วยยังควรระวังขณะใช้ยาในกลุ่มนี้ร่วมกับ serotonin reuptake inhibitor (SSRI) ซึ่งอาจนำไปสู่อาการ serotonin syndrome ได้

ยาป้องกันการปวดไมเกรน [2]
 
การป้องกันการเกิดอาการปวดศีรษะแบบไมเกรนถือว่ามีความสำคัญมากกว่าการรักษา ซึ่งขั้นตอนแรกในการป้องกันการเกิดอาการปวดศีรษะ ได้แก่ การหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะไมเกรน แม้ว่ายังไม่มีผลสรุปแน่ชัดว่าผู้ป่วยกลุ่มใดควรใช้ยาป้องกันการเกิดไมเกรน แต่ผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะแบบไมเกรนมากกว่า 2 ครั้ง ต่อหนึ่งเดือนและมีผลทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ หรือผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะมากกว่า 3-4 ครั้งต่อเดือนควรรับประทานยาป้องกันการเกิดอาการปวดไมเกรน อย่างไรก็ตามการเลือกใช้ยาเพื่อป้องกันการเลือกใช้ยาเพื่อป้องกันอาการในผู้ป่วยแต่ละรายควรคำนึงถึงปัจจัยต่างๆนอกจากจำนวนครั้งของการเกิดอาการ ได้แก่ ความรุนแรงของอาการปวด, ผลต่อการดำรงชีวิตของผู้ป่วย, ภาวะการเกิดอาการนำ(aura) ที่นานผิดปกติและรบกวนการใช้ชีวิต, การตอบสนองต่อยาเมื่อมีอาการ, อาการไม่พึงประสงค์ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการใช้ยา และความร่วมมือของผู้ป่วยในการใช้ยา

เป้าหมายในการใช้ยาเพื่อป้องกันการเกิดไมเกรน ได้แก่ ลดความถี่, ความรุนแรง และระยะเวลาในการปวดศีรษะ ในขณะเดียวกันต้องพยายามลดอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการใช้ยาให้เกิดน้อยที่สุด

กลุ่มยาป้องกันการปวดไมเกรน [2], [4], [5]   ได้แก่

-  Antidepressants

-  Blood pressure medicines เช่น beta blockers หรือ calcium channel blockers
 
-  Seizure medication
 
-  Serotonin reuptake inhibitors (SSRIs)
 
-  Selective norepinephrine uptake inhibitor (SNRIs)
 
แนวทางในการใช้ยาป้องกันการเกิดไมเกรน [2]

ปกติควรใช้ยาเริ่มต้นในขนาดต่ำๆ และเพิ่มขนาดยาขึ้นอย่างช้าๆ ควรใช้ยาวันละครั้งในระยะเริ่มต้นเพื่อเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยา ผู้ป่วยควรใช้ยาติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดอาการของยานั้นๆ และในกรณีที่ยามีประสิทธิภาพซึ่งเห็นได้จากความถี่ของการปวดศีรษะแบบไมเกรนลดลง ผู้ป่วยควรใช้ยานั้นต่อไปอีกอย่างน้อย 6 เดือนแล้วจึงค่อยๆลดขนาดยาลงจนหยุดยาในที่สุด

การป้องกัน [1], [2]
 
สำหรับผู้ที่ปวดไมเกรนบ่อยๆให้พยายามค้นหาสิ่งกระตุ้นแล้วพยายามหลีกเลี่ยง หากทราบสิ่งกระตุ้นแต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หรือยังคงมีอาการปวดศีรษะบ่อยๆ ควรรับประทานยาเพื่อป้องกัน หลีกเลี่ยงสภาวะเครียด, การสูบบุหรี่, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, พักผ่อนให้เพียงพอ และสำหรับผู้ป่วยโรคไมเกรนควรพกยาแก้ปวดไว้ประจำตัวและรับประทานทันทีเมื่อเริ่มมีอาการ 
 
ผลิตภัณฑ์ทางเลือกในการป้องกันไมเกรน [3], [4] เช่น

-  butterbur (Petasites hybridus)

-  magnesium

-  feverfew (Tanacetum parthenium)

-  riboflavin

-  coenzyme Q10

เอกสารอ้างอิง

1. สุรเกียรติ อาชานานุภาพ 2538, ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป, พิมพ์ดี, กรุงเทพมหานคร.

2. พรอนงค์ อร่ามวิทย์ และ กิติยศ ยศสมบัติ 2554, การบริบาลผู้ป่วยไปกลับ, คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพมหานคร.

3. Abel,H 2009,‘ Migraine headaches: Diagnosis and management’, Optometry - Journal of the American Optometric Association, vol. 80, Issue 3, March 2009, pp. 138-48.

4. PubMed Health, Migraine, viewed 11 May 2011, http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmedhealth/PMH0001728/

5.   AUKERMAN, G, KNUTSON, D, and MISER, WF, Management of the Acute Migraine Headache ,viewed 11 May 2011, http://www.aafp.org/afp/2002/1201/p2123.html

6.   Schroeder, BM, Practice Guidelines AAFP/ACP-ASIM Release Guidelines on the Management and Prevention of Migraines ,viewed 11 May 2011, http://www.aafp.org/afp/2003/0315/p1392.html

จัดทำโดย นิสิตเภสัชศาสตร์ นันท์ปกรณ์ ดีประดิษฐ์

วันที่จัดทำ 12 พฤษภาคม 2554

Comment

Comment:

Tweet

ฝึกงานใช่มั้ยครับ ผมก็กำลังฝึกอยู่

ดีจังอยากทำอะไรแบบนี้บ้าง ร้านที่ผมฝึก เอิ่ม...พลาดจริงที่เลือกมา แต่ก็พยายามเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆละครับ

#1 By cokeclub on 2011-05-15 02:11