บุก

posted on 10 May 2011 10:41 by sirinpharmacy in miscellaneous

Konjac บุก (กะบุก)

Amorphophallus sp.  วงศ์ Araceae

 

ที่มา http://herb.kapook.com/konjac/

บุกมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Amorphophallus sp. จัดอยู่ในวงศ Araceae

ต้นบุกคือต้นไม้ชนิดใด

หัวบุกหรือกระบุกเป็นไม้ล้มลุก มีหัวใต้ดินสีน้ำตาลอ่อนใช้ประโยชน์จากพืชนี้ทั้งก้าน และหัว หัวมีสารจำพวกแป้งชนิด Glucomannan ซึ่งมีปริมาณ และชนิดแตกต่างกันแล้วแต่ชนิดของบุก นักวิจัยพบว่า บุกของไทยมีเม็ดวุ้นลักษณะเป็นเม็ดทรายมีสีขาว ไม่มีรส เมื่อผสมกับน้ำที่อุณหภูมิห้อง จะเป็นวุ้นขยายตัวได้ 30-40 เท่า ในเวลา 1 ชั่วโมง และจะค่อยๆ คืนตัวเป็นของเหลวในเวลา 36 ชั่วโมง

ลักษณะทางพฤษศาสตร์ของบุก1 

 

ที่มา http://www.sahavicha.com/UserFiles/Image/Titan_arum_life_cycle.jpg

  
- ใบบุก ใบบุกโผล่เดี่ยวขึ้นมาจากหัวบุก ลักษณะคล้ายใบมะละกอ มีสีเขียวเข้ม บางชนิดมีก้านใย เป็นลวดลาย ทั้งลายเส้นตรง ลายกระสลับสี ลายด่างสลับสี บางชนิดสีเขียวล้วน น้ำตาลล้วน บางชนิดมีหนามอ่อนๆ เช่น บุกที่ชาวบ้านเรียกว่า บุกคางคก (A. campanulatus) ก้านใบจะมีหนาม ทั้งชนิดก้านสีเขียวเรียบ และชนิดก้านเป็นลวดลายคล้ายคางคก บุกบางชนิด มีใบกว้าง และมีจุดแบบไข่ปลาสีขาวด้านบน เป็นบุกชนิดที่มีหัวเล็กที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับบุกชนิดอื่นๆ ลักษณะเด่นทั่วๆ ไป ใบมีก้านตรงจากกลาง หัวโผล่จากดินแล้วแผ่กางออก 3 ทาง มีรูปทรงแผ่กว้างแบบร่ม แต่บางพันธุ์จะมีใบ 3 ทาง ที่กางกลับขึ้นด้านบนเหมือนหงายร่ม บางชนิดมีใบกว้าง กางออกเป็นวงแคบ และลู่ลงต่ำ ดังนั้นลักษณะทางพฤษศาสตร์ของใบบุก มีหลายรูปแบบขึ้นกับชนิดของบุก

- ดอกบุก บุกมีดอกคล้ายต้นหน้าวัว แต่ละชนิดมีขนาด สี และรูป ทรงต่างกัน บางชนิดมีดอกใหญ่มาก โดยเฉพาะบุกคางคก ดอกบุกมีกลิ่น เหม็นเหมือนเนื้อสัตว์เน่า บุกชนิดอื่นๆ มีดอกเล็กก้านดอกจะโผล่ขึ้นตรง จากกลางหัวบุก เช่นเดียวกับก้านใบ บุกมักจะมีดอกในช่วงปลายฤดูแล้ง แต่บุกสามารถออกดอกได้ในช่วง เวลาต่างๆ กัน ระยะเวลาในการแก่เต็มที่ ของดอกที่จะติดผลก็ต่างกัน จึงต้องติดตามศึกษาการเกิดดอกและการติดผล ของบุกแต่ละชนิดไป

- ผลบุก หลังจากดอก ผสมพันธุ์ก็จะเกิดผล ผลอ่อน ของบุก มีสีขาวอมเหลือง พออายุ ได้ 1-2 เดือน จะมีผลสีเขียวเข้ม มีจุดดำที่ปลายคล้ายผลกล้วย ผล ของบุกส่วนใหญ่จะมีลักษณะคล้ายๆ กัน แต่เมล็ดภายในแตกต่างกัน พบว่าบุกบางชนิดมีเมล็ดในกลม แต่ส่วนมากมีเมล็ดเป็นรูปทรงอูมยาว ผลแก่ของบุกจะมีสีแดงหรือแดงส้ม บุกคางคกมีจำนวนผลนับได้เป็นพันๆในขณะที่บุกต้นเล็กชนิดอื่นมีจำนวนผลนับร้อยเท่านั้น

- หัวบุก ต้นใต้ดินหรือหัว (corm) บุกเป็นที่สะสมอาหารมีลักษณะ เป็นหัวขนาดใหญ่ มีรูปร่างพิเศษหลายแบบแตกต่างกันอย่างเด่นชัด นอก จากนี้ผิวของเปลือกก็มีลักษณะสีแตกต่างกันมากด้วย

  
นิเวศวิทยาของบุก1

 

บุกเป็นพืชป่าล้มลุกที่พบทั่วไปทุกภาคของประเทศ โดยขึ้นอยู่ตาม ชายป่า และบางทีก็พบตามพื้นที่ ทำนา เช่นที่ปทุมธานี และนนทบุรี เป็นต้น บุกขึ้นได้ในสภาพดินทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตได้ดีให้หัวขนาด ใหญ่ได้ในดินร่วนซุย น้ำไม่ขังและดินที่มีอินทรียวัตถุสูง

สารสำคัญ1 

สารสำคัญที่พบในบุกคือ “กลูโคแมนแนน” (glucomannan) เป็น polysaccharides ที่ประกอบด้วยน้ำตาล 2 ชนิด คือ ดี-กลูโคส (D-glucose) และ (D-mannose) ในอัตราส่วน 1:2 ต่อเชื่อมกันด้วย ß1,4 linkage

 

 

ที่มา http://www.konjacfoods.com/

บุกที่รับประทานได้มีเพียง 3 สายพันธุ์ โดยเฉพาะชนิดที่นำมาเป็นอาหารสำหรับลดความอ้วน คือ A. oncophyllus หรือบุกไข่ เป็นบุกที่มีการผลิตสาร กลูโคแมนแนน เป็นองค์ประกอบสูงสุด สารนี้จะพบที่บริเวณลำต้นใต้ดินของต้นบุก ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ใต้ดิน เรามักเรียกกันว่า “หัวบุก”

  
ประโยชน์และการนำไปใช้1,2
 
 ใช้ต้น ใบ และหัวบุกมาทำขนม และอาหาร เช่น ขนมบุก แกงบวชมันบุก แกงอีสาน (แกงลาว) ซึ่งการนำบุกมาทำอาหารจะแตกต่าง กันในแต่ละภาค อย่างภาคตะวันออกแถบจันทบุรีผู้คนมักฝานหัวบุกเป็นแผ่น บางๆ แล้วนำมานึ่งรับประทานกับข้าว ชาวเขาทางภาคเหนือมักนำมา ปิ้งก่อนรับประทาน ภาคกลางมักนำหัวบุกที่ฝานเป็นชิ้นบางๆ มาแช่น้ำปูน แช่น้ำก่อนล้างหลายๆ ครั้งแล้วจึงนำไปทำเป็นอาหารหวาน
 
 ในอุตสาหกรรมอาหารนำสาร Glucomannan ไปแปรรูปเป็นผงแห้ง เป็นวุ้นแท่ง วุ้นเส้น นำบุกมาเป็นอาหารสัตว์ และมีการทดลองนำผง Glucomannan มาผสมกับวุ้นเพื่อใช้เลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช  ซึ่งมีแนวโน้มดีกว่าการใช้วุ้นเพียงอย่างเดียว และยังมีการใช้ในอุตสาหกรรมยาเพื่อทำ capsule ด้วย

 

 
 สรรพคุณ
 
ช่วยลดอาการท้องผูกในเด็ก จากการทดลองในเด็กอายุ 4.5-11.7 ปี  โดย Vera Loening-Baucke,et.al (2004) ได้ผลการทดลองว่า สามารถลดอาการท้องผูกได้ดีเมื่อเปรียบเทียบกับplacebo (4)
 
ช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือด มีส่วนช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือด จากการทดลองโดย Charles bruce-thompson,et.al (1999)ในกลุ่มทดลองที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูง และเบาหวานชนิดที่ 2 ร่วมกับโรคความดันโลหิตสูง ได้ผลการทดลองว่า การรับประทานบุกมีผลลดระดับนำ้ตาลในเลือดได้ 5.7% ลดระดับcholesterolได้ 10% และลดระดับ systolic blood pressure 6.9% (5)
 
ข้อควรระวังในการบริโภควุ้นบุก1
 
- ไม่ควรบริโภควุ้นบุกภายหลังอาหาร ควรบริโภคก่อน อาหารไม่น้อยกว่า 30 นาที

- อาจเกิดอาการท้องเสีย , แน่นท้อง ,ท้องอืด, คลื่นไส้ ,ปวดท้อง จากการบริโภควุ้นบุก

- อาจมีผลต่อการดูดซึมของยาที่ให้โดยการรับประทาน

เมนูอาหารจากบุก
 
สุกึ้เส้นบุก

 

1. เส้นบุก 100 กรัม


2. เนื้อไก่ ซึ่งหมักด้วยซีอิ๊วขาว และแป้งข้าวโพดเล็กน้อย 50 กรัม


3. ไข่ไก่ 1 ฟอง

4. ผักบุ้ง 2 ต้น

5. ผักกาดขาว 1 ใบใหญ่


6. คื่นฉ่าย 2 ต้น


7. หัวหอมใหญ่ 1 หยิบมือ


8. น้ำซุป 1 ถ้วย

9. น้ำจิ้มสุกี้ 
  
 

วิธีการทำ

1.นำน้ำซุปประมาณ 1 ถ้วยตั้งไฟ พอเดือดนำหัวหอมใหญ่ คื่นฉ่าย เด็ดผักบุ้ง และผักกาดขาวใส่ลงไป พอเดือดอีกครั้งก็ใส่เส้นบุกที่เตรียมไว้

2. ตอกไข่ใส่เนื้อไก่ตีให้เข้ากันเตรียมไว้ ใส่ลงในหม้อเป็นลำดับท้ายสุด รอจนเดือดสักครู่จึงค่อยคน พอเนื้อไก่สุกก็ตักใส่ชาม เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มสุกี้

ที่มา http://www.numsai.com/เมนูอาหาร/สุกี้ไก่เส้นบุก.html

ยำบุกหมูสับเจ
 

ส่วนผสม

บุกเส้นลวก 1½ ถ้วยตวง

เห็ดฟางผ่าครึ่งลวก 6 ดอก

แตงกวาหั่นเป็นเส้น 1 ผล

โปรตีนเกษตรแบบเนื้อบด แช่น้ำบีบหมาด ¼ ถ้วยตวง

น้ำซุปผัก ½ ถ้วยตวง

ซุปผงรสเห็ดหอม 2 ช้อนชา

แป้งหมี่กึน 2 ช้อนโต๊ะ

ขึ้นฉ่ายตัดเป็นท่อน 1 ต้น

ผักกาดหอม

ส่วนผสมน้ำยำ

ซุปผงรสเห็ดหอม 2 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

น้ำลวกเห็ด ½ ถ้วยตวง

ซีอิ้วขาว ¼ ถ้วยตวง

น้ำมะนาว ¼ ถ้วยตวง

พริกขี้หนูแดงซอย 2-3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. ผสมน้ำยำ โดยละลายซุปผงรสเห็ดหอม น้ำตาลทราย น้ำลวกเห็ด ซีอิ้วขาว น้ำมะนาวให้เข้ากันดีใส่พริกขี้หนู

2. เตรียมหมูบดเจ โดยผสมโปรตีนเกษตรแบบเนื้อบด กับน้ำซุปผัก ซุปผงรสเห็ดหอม จนเข้ากันดี แล้วนวดผสมกับแป้งหมี่กึน พักไว้ 15 นาที รวนในกระทะพอสุก นำแช่ในส่วนผสมน้ำยำ

3. เคล้าเส้นบุก เห็ดฟางลวก แตงกวาเข้าด้วยกัน

จัดผักกาดหอมลงจานใส่ส่วนผสมในข้อที่ 3 ลงบนจาน ก่อนเสิร์ฟด้วยน้ำยำ แล้วโรยขึ้นฉ่ายก่อนเสิร์ฟ

ที่มา http://www.เมนูอร่อย.com/ยำบุกหมูสับเจ/

References

1. พงศ์เทพ อันตะริกานนท์,‘บุก พืชไทยโบราณ’.(สืบค้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 )http://www.tistr.or.th/t/publication/page_area_show_bc.asp?i1=65&i2=3

2. http://kucon.lib.ku.ac.th/Fulltext/KC3501042.pdf(สืบค้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554)

3. Vera Loening-Baucke, ‘Fiber (Glucomannan) Is Beneficial in the Treatment of ChildhoodConstipation’ (สืบค้นเมื่อวันที่20 เมษายน 2554)http://pediatrics.aappublications.org/cgi/content/abstract/113/3/e259

4. Charles bruce-thompson,et.al, ‘Konjac-Mannan (Glucomannan) Improve Glycemia and Other Associated Risk Factors for Coronary Heart Disease in Type 2 Diabetes’ (สืบค้นเมื่อวันที่20 เมษายน 2554)http://care.diabetesjournals.org/content/22/6/913.full.pdf+html

 จัดทำโดย นิสิตเภสัชศาสตร์กิจจา สีห์โสภณ

 วันที่จัดทำ 10 พฤษภาคม 2554

Comment

Comment:

Tweet

confused smile

#1 By Surapol (58.8.8.48) on 2011-06-28 11:31