วิตามินเอ

posted on 10 May 2011 08:39 by sirinpharmacy in Supplements

วิตามินเอ

  
Introduction
 
 วิตามินเป็นสารอาหารชนิดหนึ่งที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อย แต่มีความสำคัญ และมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันออกไป โดยทั่วไปวิตามินถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ วิตามินที่ละลายในน้ำ (เช่น วิตามิน B, C) และวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่วิตามิน A, D, E และ K ซึ่งจะถูกสะสมไว้ที่ตับ และเนื้อเยื่อไขมันต่างๆ จึงมีการกำจัดออกจากร่างกายช้ากว่ากลุ่มวิตามินที่ละลายในน้ำ และด้วยสาเหตุนี้วิตามินที่ละลายในไขมันจึงมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดพิษต่อร่างกายได้มากกว่าเมื่อรับประทานเกินขนาด(1),(3)

วิตามินกลุ่มนี้จะถูกดูดซึมบริเวณลำไส้เล็กร่วมกับการดูดซึมสารอาหารประเภทไขมัน นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมผู้ที่มีปัญหาเรื่องการดูดซึมสารอาหารประเภทไขมันจึงเสี่ยงต่อการขาดวิตามินกลุ่มนี้ (2),(3)

Vitamin A

Vitamin A เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันชนิดหนึ่ง แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ preformed retinoids และ precursor forms (provitamin A carotenoids) ซึ่ง preformed retinoids จะหมายถึง retinol, retinal และ retinoic acid ซึ่งเป็นรูปที่สามารถออกฤทธิ์ได้โดยร่างกายไม่จำเป็นต้องมีกระบวนการปรับเปลี่ยนใดๆ ส่วน precursor forms จะหมายถึง carotenes ในรูปต่างๆรวมไปถึง xanthines ซึ่งร่างกายจะต้องนำไปเปลี่ยนเป็น retinoids ชนิดต่างๆเสียก่อนจึงจะสามารถออกฤทธิ์ได้ เช่น beta-carotene, Lycopene, Zeaxanthine, Lutein เป็นต้น(2),(3),(4),(6)

 

รูปภาพแสดงโครงสร้างทางเคมีของ Retinol, Retinal, Retinoic acid ซึ่งเป็น preformed retinoids และ beta-carotene ซึ่งเป็นตัวอย่างของสารในกลุ่ม provitamin A carotenoids

จาก http://www.vivo.colostate.edu/hbooks/pathphys/misc_topics/vitamina.html 

 
วิธีที่ดีที่สุดที่จะมั่นใจได้ว่าร่างกายได้รับวิตามินชนิดนี้เพียงพอคือ การรับประทานอาหารที่หลากหลาย โดยอาหารที่เป็นแหล่งสำคัญของวิตามิน เอ คือ นม และผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม ตับ เนย ไข่แดง ในเนื้อสัตว์จะพบวิตามินชนิดนี้ค่อนข้างน้อย ส่วนผักผลไม้ที่มีสีส้มแดง เช่น แครอท ฟักทอง แอพปริคอท มะม่วงสุก มะละกอสุก เป็นต้น จะเป็นแหล่งสำคัญของ carotenoids ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนสารนี้ให้กลายเป็นวิตามินเอได้ จากการศึกษาพบว่าในกลุ่ม carotenoids ตัวที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ beta-carotene(1),(2),(4)

 

รูปภาพแสดงการเปลี่ยน beta-carotene ไปเป็น Retinol ภายในร่างกาย

จาก http://katrixa.blogspot.com/2011/04/vitamin.html 

 
กลไกการออกฤทธิ์ของวิตามิน เอ คล้ายกลไกของฮอร์โมน โดยมีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย เช่น
  • การมองเห็น -- วิตามิน เอ จะรวมตัวกับโปรตีนชื่อ opsin เกิดเป็น rhodopsin ใน rod cell ที่ retina ของดวงตา ดังนั้นเมื่อร่างกายขาดวิตามิน เอ จะทำให้เกิดความยากลำบากการมองเห็นในที่แสงสว่างไม่เพียงพอ(1),(2),(3,),(4),(6)
  • กระบวนการเติบโต และพัฒนาการของร่างกาย กระบวนการ cell differentiation (กระบวนการที่เซลล์มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปเป็นเซลล์ซึ่งมีหน้าที่เฉพาะ) วิตามิน เอ ยังช่วยให้ระบบสืบพันธุ์ และกระดูกมีการเจริญเติบโตอย่างปกติ(1),(2),(3,),(4)
  • ระบบภูมิคุ้มกัน การที่ร่างกายขาดวิตามิน เอ จะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อต่างๆลดลง เช่น โรคหัด ท้องเสีย(1),(2),(3,),(4)
  • ทำให้ keratinocyte ไม่ผลิต keratin มากเกินไป(2),(4)
  • ทำให้ต่อมไขมันขับน้ำมันลดลง(2),(4)
  • ช่วยขนส่งน้ำตาลหลายชนิด(4)
  • ยับยั้งการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาวไปยังบริเวณที่มีการอักเสบ(4)

เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่ม carotenoids ยังมีบทบาทในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย โดยที่ beta-carotene มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งปอด Lutein และ Zeaxanthin  สาร carotenoid ที่มีสีเหลือง พบในข้าวโพด และผักใบสีเขียวเข้ม อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเป็น macular degeneration และต้อกระจกที่สัมพันธ์กับอายุ Lycopene สาร carotenoid ที่มีสีแดง พบในมะเขือเทศ อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคหัวใจและหลอดเลือด และปกป้องผิวหนังจากการทำลายของแสงแดด(1),(2),(4)

 

รูปภาพแสดงกลไกของ vitamin A ที่มีบทบาทต่อการมองเห็น

จาก  http://www.si.mahidol.ac.th/department/biochemistry/home/md/MD_faq_contents/MD_faq_28ans.htm

หน่วยของวิตามิน เอ จะแสดงในรูป  RAE(retinol activity equivalents)(5)

โดยที่  1 RAE         =  1 microgram retinol

                             =  6 micrograms beta-carotene

                             =  12 micrograms of other provitamin A carotenoids

                             =  3.33 IU (international units) vitamin A activity from retinol

ปริมาณวิตามิน เอ ที่ควรได้รับในแต่ละวัน(1),(5)

- เด็ก ( 1-3 ปี ) = 1,000 IU

- เด็ก ( 4-8 ปี ) = 1,333 IU

- ผู้ชาย ( 9-13 ปี )  = 2,000 IU

- ผู้ชาย ( 14 ปีขึ้นไป )  = 3,000 IU

- ผู้หญิง ( 9-13 ปี ) = 2,000 IU

- ผู้หญิง ( 14 ปีขึ้นไป )  = 2,333 IU

- หญิงตั้งครรภ์  ไม่เกิน 2,500 IU

- หญิงให้นมบุตร ไม่เกิน 4,000 IU  

อาการปรากฏที่พบเมื่อร่างกายขาดวิตามิน เอ

- Xerophthalmia เป็นอาการแรกที่ปรากฏ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการตาบอดกลางคืน(โรคตาฟาง) ตาแห้ง เนื่องจากมีการสร้างเมือกมาเคลือบดวงตาน้อยลง นำไปสู่การติดเชื้อของดวงตาง่าย (1),(2),(4),(6),(7)

- Follicular hyperkeratosis ซึ่งทำให้เส้นผมมีลักษณะหยาบกระด้าง รูขุมขนถูกอุดตันด้วย keratin เป็นตุ่มเล็กๆแข็ง คล้ายกระดาษทราย ผิวหนังจึงแห้งหยาบ (1),(2),(4),(6)

- การเจริญเติบโตของฟันผิดปกติ และกระดูกเจริญเติบโตช้าปกติ (1),(2),(4)

 

รูปภาพแสดงอาการ Xerophthalmia จากการขาด vitamin A

จาก http://webeye.ophth.uiowa.edu/eyeforum/atlas/pages/vitamin-A-deficiency-florid-xerophthalmia.html

 
เรามักจะมุ่งความสนใจไปยังความเป็นพิษ และการได้รับวิตามิน เอ เกินขนาด มากกว่าการขาดวิตามินชนิดนี้ การรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน เอ จนถึงระดับเป็นพิษ นอกเสียจากการรับประทานวิตามินในรูปแบบอาหารเสริม ซึ่งสามารถตรวจสอบปริมาณของวิตามิน เอ และ เบต้า-แคโรทีน ได้ในฉลากที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์ (1)

อาการพิษที่เกิดจากวิตามิน เอ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท (4)  คือ

1. พิษเฉียบพลัน เกิดขึ้นเมื่อ

• ได้รับvitamin A > 106 IU  ทำให้เกิดอาการ ปวดศีรษะรุนแรง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ผิวหนังลอก

2. พิษเรื้อรัง คือกรณีที่ร่างกาย

• ได้รับvitamin A > 50,000 IU/วัน นานหลายเดือน

อาการพิษที่เกิดจากการได้รับวิตามิน เอ เกินขนาด (Hypervitaminosis A) อาจเกิดจากการที่ร่างกายได้รับวิตามิน เอ มากกว่าที่แนะนำต่อวัน 2-4 เท่าเป็นระยะเวลานานทำให้เกิดผลต่อไปนี้(1),(2),(4) 

- Teratogenic effect: มารดาที่ได้รับวิตามิน เอ มากในระยะไตรมาสแรก อาจทำให้แท้งลูก หรือทารกที่คลอดออกมามีรูปร่างผิดปกติ หรือพิการได้(1),(4)

- Keratolytic effect: ผิวหนังบาง แห้งคัน ลอกเป็นขุย  มุมปากอักเสบ เยื้อบุตา-จมูก-ปากแห้ง เส้นผมบาง และร่วง(1),(4)

- Hepatotoxic effect: เป็นพิษต่อตับ ทำให้ตับโต เอนไซม์ ALT และ AST ในตับขึ้นสูง (1),(4)

นอกจากนี้ยังมีอาการปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ในกรณีเกิดพิษเฉียบพลัน ในรายที่อาการรุนแรง จะมีอาการมึนงง และเห็นภาพเบลอได้อีกด้วย(1),(4)

งานวิจัยและบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิตามิน เอ

- Vitamin A และ retinoids ต่างๆในรูปแบบสังเคราะห์เป็นสารที่สามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์เพื่อให้เจริญเป็นเซลล์ที่สมบูรณ์ทั้งในเซลล์ปกติ และเซลล์ตั้งต้นที่จะพัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็ง ในสัตว์ทดลองพบว่าการขาดสารกลุ่มวิตามิน เอ จะทำให้สัตว์ทดลองมีความไวต่อการเกิดมะเร็งมากขึ้น ซึ่งการให้วิตามิน เอ ที่ได้จากธรรมชาติในปริมาณสูงสามารถป้องกันเซลล์ตั้งต้นในเยื้อบุผิว เช่น หลอดลม กระเพาะอาหาร มดลูก และผิวหนังพัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็ง (8)

-วิตามิน เอ มีส่วนช่วยในการป้องกันความผิดปกติ และลดอัตราการตายในทารกที่น้ำหนักแรกเกิดต่ำ (ไม่เกิน 1,500 กรัม) ซึ่งปกติแล้วทารกเหล่านี้จะมีระดับวิตามิน เอ ต่ำ และเสี่ยงกับการพัฒนาไปเป็นโรคปอดเรื้อรัง พบว่าเมื่อให้วิตามิน เอ จะช่วยลดอัตราการตาย และลดความจำเป็นที่จะต้องให้ออกซิเจนในทารกแรกเกิด และทารกอายุ 1 เดือน(9)

- จากการศึกษาพบว่า cortisone หรือ ยา steroids ต่างๆ หากได้รับหลังจากการเกิดบาดแผลภายใน 2-3 วันจะชะลอการฟื้นตัวของแผล และทำให้แผลนั้นหายช้าขึ้น เนื่องจาก steroids จะไปยับยั้งสารก่อการอักเสบต่างๆในร่างกายรวมทั้งสารที่จำเป็นต่อการรักษาบาดแผลด้วย ซึ่งกระบวนการอักเสบจัดว่าเป็นกระบวนการหนึ่งที่กระตุ้นให้ร่างกายเกิดกระบวนการรักษาตัวขึ้น นอกจากนี้ยังพบกลไกหนึ่งที่น่าสนใจคือ steroids ทำให้ผนังของ lysosome แข็งแรงขึ้นทำให้ไม่สามารถปลดปล่อยสารก่อการอักเสบออกมาได้ จากการวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่าการได้รับวิตามิน เอ ร่วมกับการได้รับยา steroids สามารถทำให้อัตราการรักษาบาดแผลของร่างกายกลับมาสู่ปกติได้ เนื่องจากวิตามิน เอ มีกลไกในการ ทำให้ผนังของ lysosome แตกง่ายขึ้นซึ่งเป็นฤทธิ์ที่ต้านกับกลไกการออกฤทธิ์ของยา steroids ในบริเวณที่เกิดบาดแผล อย่างไรก็ตามพบว่าการได้รับวิตามิน เอ เดี่ยวๆ ไม่ได้มีส่วนช่วยให้การรักษาบาดแผลนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น(10)

- จากการศึกษาพบว่าในผู้หญิงที่บริโภควิตามิน เอ ในปริมาณสูงมีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกสะโพกหักในวัยหมดประจำเดือน โดยการเก็บข้อมูลในปี 1980-1988 จากผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนช่วงอายุ 34-77 ปีจำนวน 72,337 คน จากการรับประทานวิตามินรวม วิตามิน เอ ในรูปแบบอาหารเสริม พบว่าผู้ที่รับประทานวิตามิน เอ สูงมากกว่า 3,000 ไมโครกรัมต่อวัน ของ retinol equivalent สามารถเพิ่มความเสี่ยงการเกิดกระดูกสะโพกหักอย่างมีนัยสำคัญ(11)

ความคงตัวของวิตามิน เอ (2),(3),(4)

วิตามิน เอ ไวต่อสภาวะที่มี แสง อากาศ และสารออกซิไดส์ต่างๆ จึงเสียความคงตัวมากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่ม carotenoids การประกอบอาหารอาจทำให้เกิดการสูญเสียวิตามินเพียงเล็กน้อย นอกเสียจากถูกนำไปประกอบอาหารด้วยวิธีการต้มเป็นเวลานาน

 
References

 

1. Colorado State University 2010, Fat-Soluble Vitamins, viewed 22 April 2011, http://www.ext.colostate.edu/pubs/foodnut/09315.html

2. Kiran B. Misra 2011, Vitamins, Fat-Soluble, viewed 22 April 2011, http://www.faqs.org/nutrition/Smi-Z/Vitamins-Fat-Soluble.html

3.Kathleen Crandell 2011, Fat Soluble Vitamins and the Performance Horse, viewed 22 April 2011,

http://www.ker.com/library/advances/125.pdf

4.Vorapan Sirivatanauksorn M.D., Ph.D., Vitamins, Lecture notes distributed in the units, Faculty of Medicine Siriraj Hospital, Mahidol University, viewed 22 April 2011, http://www.si.mahidol.ac.th/department/biochemistry/home/md/lecture/vitamins,%20fat%20soluble%202009.pdf

5.Fat-Soluble Vitamins, 11:Vitamin A, units of vitamin A content, viewed 22 April 2011, http://healthyeatingclub.com/info/books-phds/books/foodfacts/html/data/data3a.html

6. Douglas J. Lanska, A 2010, ‘Historical aspects of the major neurological vitamin

deficiency disorders: overview and fat-soluble vitamin A’, Handbook of clinical neurology, vol.95, chapter 29, p.435-441

7. Giacomo Panozzo, MD, Silvia Babighian, MD & Adriana Bonora, MD, A 1988, ‘Association of Xerophthalmia, Flecked Retina, and Pseudotumor Cerebri Caused by Hypovitaminosis A’, American Journal of Ophthalmology, vol.125, No.5, p.708-710

8. Dunlop NM, Newton DL, Smith JM & Sporn MB, J 1976, ‘Prevention of chemical carcinogenesis by vitamin A and its synthetic analogs (retinoids)’, PubMed, PMID 770206

9. Darlow BA & Graham PJ, A 2007, ‘Vitamin A supplementation for preventing morbidity and mortality in very low birthweight infants’, Cochrane Database Syst Rev. 2000;(2):CD000501

10. H. Paul Ehrlich, M.A. & Thomas K. Hunt, M.D., Effects of Cortisone and Vitamin A on Wound Healing, Departments of Surgery, University of California School of Medicine & San Francisco General Hospital, San Francisco, viewed 8 May 2011

11. Diane Feskanich, ScD, Graham A. Colditz, MD, DrPH, Vishwa Singh, PhD & Walter C. Willett, MD, DrPH, Vitamin A Intake and Hip Fractures Among Postmenopausal Women, viewed 8 May 2011, http://jama.ama-assn.org/content/287/1/47.short

 จัดทำโดย นักศึกษาเภสัชศาสตร์ ณัฐชัย เตชะจิรกุล

 
วันที่จัดทำ 10 พฤษภาคม 2554

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณสำหรับบทความคุณภาพบทความนี้ครับ

#1 By วิตามินเอ (14.207.227.131|14.207.227.131) on 2015-05-17 10:16