แครอท

posted on 09 May 2011 15:32 by sirinpharmacy in miscellaneous

แครอท 

 

ภาพจาก http://and-everything-nice.com/for_the_face

ทำความรู้จักกับแครอทกันก่อน 

แครอท (Carrot) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Daucus carota. จัดอยู่ในวงศ์ Umbelliferae มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียตะวันออก และเอเชียกลาง เป็นพืชที่สามารถพบได้ทุกฤดูกาล มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ดังนี้

  • ต้น  เป็นพืชล้มลุกมีอายุตั้งแต่ 1-2 ปี สูงได้ถึง 1 เมตร 
  • ราก เป็นรากแก้วที่พองตัวออก มีลักษณะเรียวยาว เป็นส่วนสะสมอาหารของพืชชนิดนี้ ทั้งผิวนอกและเนื้อของรากจะมีสีส้ม โดยมากมักเรียกว่าหัว ซึ่งเป็นส่วนที่เราใช้รับประทานกัน
  • หัว  เป็นใบประกอบแบบขนนก ก้านใบยาว มีลักษณะเป็นฝอย รูปสามเหลี่ยม ปลายใบแหลมคล้ายหอก ออกเป็นกระจุกขึ้นมาเหนือพื้นดิน
  • ดอก  ออกเป็นช่อเหมือนผักชี มีสีขาวอมเหลือง(1)

สารสีส้มในแครอท 

แคโรทีนอยด์เป็นสารประกอบตามธรรมชาติที่มีอยู่ในผัก ผลไม้ เป็นส่วนที่แสดงถึงสีต่างๆของผัก ผลไม้ชนิดนั้นๆ  เช่น สีแดงของมะเขือเทศ  สีม่วงของกะหล่ำปลีม่วง  หรือแม้กระทั่งสีส้มของแครอทเองก็ตาม  แคโรทีนอยด์มีหลายชนิด เช่น อัลฟาแคโรทีน  ลูทิอิน  ซีแซนทิน แต่ที่เรารู้จักกันดีคือ เบต้าแคโรทีน(2)

เบต้าแคโรทีน  เป็นสารสีส้มที่เราพบในแครอท ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ร่างกาย  สามารถนำไปเปลี่ยนให้กลายเป็นวิตามินเอได้เมื่อต้องการวิตามินเอเพิ่ม  แต่ถ้ามีวิตามินเอเพียงพออยู่แล้ว  เบต้าแคโรทีนจะทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant)  เพื่อปกป้องเซลล์ไม่ให้ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ (Free Radicals) (3)

อนุมูลอิสระ (Free Radicals) จะทำให้เกิดความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ตั้งแต่ความเหี่ยวย่นของผิวหนัง ไปจนถึงอวัยวะสำคัญต่างๆ อย่างเช่น ระบบหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ยังพบว่า สารอนุมูลอิสระเหล่านี้สามารถส่งผลให้เกิดการกระตุ้นของเซลล์ ทำให้เกิดการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติ และอาจกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้

เบต้าแคโรทีน ( Beta-carotene ) เป็นสารที่ถูกค้นพบว่ามีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระได้(2)  โดยจะไปแย่งทำปฏิกิริยากับอนุมูลอิสระ  ก่อนที่อนุมูลอิสระจะไปทำลายเซลล์  แล้วขับออกไปตามระบบต่างๆของร่างกาย ดังนั้นจึงสามารถป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกทำลายได้

  
แครอทVSเบต้าแคโรทีน ในการป้องกันมะเร็ง
 
 มีการศึกษาพบว่าผู้ที่รับประทานผัก ผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีนสูงเป็นประจำ สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และโรคมะเร็งได้  ซึ่งผัก ผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีนในปริมาณสูงได้แก่ ผัก ผลไม้ ที่มีสีส้มหรือเหลืองเช่น แครอท
 
และมีการศึกษาจำนวนหนึ่งพบว่า ผู้ที่รับประทานเบต้าแคโรทีนแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ซึ่งนักวิจัยคาดว่าอาจเป็นเพราะปริมาณสารอาหารที่ได้รับจากการรับประทานอาหารจากธรรมชาติ  มีความสมดุลมากกว่าการรับประทานเบต้าแคโรทีนเสริมเพียงอย่างเดียว
 
นอกจากนี้ยังพบหลักฐานว่า  ผู้ที่สูบบุหรี่ และผู้ที่ได้รับแร่ใยหิน (asbestos) เมื่อเสริมเบต้าแคโรทีน จะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอดมากขึ้น ดังนั้นผู้ที่สูบบุหรี่ และผู้ที่ได้รับแร่ใยหิน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเบต้าแคโรทีนแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร(4)
 
การทานเบต้าแคโรทีนมากเกิน

การทานเบต้าแคโรทีนในปริมาณสูง ไม่ว่าจะเป็นในรูปผัก ผลไม้  หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่พบความสัมพันธ์กับการเกิดผลข้างเคียงใดๆ  แต่ผิวหนังอาจเปลี่ยนเป็นสีส้ม-เหลืองได้ และจะกลับมาเป็นสีผิวปกติได้ เมื่อลดขนาดการรับประทานลง เรียกสภาวะนี้ว่า Hypercarotenoid (3)

วิตามินเอ ในแครอท

จากที่กล่าวไปแล้ว ร่างกายเราสามารถเปลี่ยนแปลงเบต้าแคโรทีนให้กลายเป็นวิตามินเอได้ โดยตับจะทำการเปลี่ยนเบต้าแคโรทีน 1 โมเลกุล ได้เป็นวิตามินเอ (Retinal) 2 โมเลกุล(5) ดังภาพ และร่างกายจะนำวิตามินเอ ไปใช้ในการสร้างสารโรดอฟซิน (Rhodopsin) ในดวงตาส่วนเรตินา ทำให้เราสามารถมองเห็นในตอนกลางคืนได้

 

ภาพแสดงการเปลี่ยน เบต้าแคโรทีนเป็นวิตามินเอ (Ophardt, CE 2003, p. 1)

จากข้อมูลของกองโภชนาการ แครอท 100 g ให้เบต้าแคโรทีน 6.99 mg ซึ่งเทียบเท่ากับวิตามินเอ 1166 RE (Retinol equivalent) หรือ 11,660 IU(6)  และจากปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน (Dietary Reference Intake:DRI) แม้ว่าจะไม่มีการกำหนดปริมาณเบต้าแคโรทีน  แต่กำหนดเป็นปริมาณวิตามินเอ ดังนี้(7)

อายุ

ปริมาณวิตามินเอ ที่ควรได้รับประจำวัน (Retinol equivalent : RE)

ทารก – 5 เดือน

น้ำนมแม่

6 เดือน – 3 ปี

400

4 - 5 ปี

450

6 - 8 ปี

500

9 - 15 ปี

600

16  ปีขึ้นไป

ชาย  700

หญิง  600

หญิงตั้งครรภ์

เพิ่มจากปกติ 200

หญิงให้นมบุตร

เพิ่มจากปกติ 375

 

เมนูแครอทเพื่อสุขภาพ

ซุปแครอท(8)

 

แครอท 3 หัว หั่นเป็นแว่น

กระเทียม 1 หัว สับละเอียด

หอมใหญ่ ครึ่งหัว สับละเอียด

มันฝรั่ง ครึ่งหัว หั่นเป็นแว่น

โยเกิร์ต ครึ่งถ้วย

เกลือป่น ครึ่งช้อนชา

ใบสะระแหน่สำหรับโรยหน้า

เนยจากเมล็ดทานตะวัน

วิธีทำ

  1. ละลายเนยลงในกระทะ ใส่แครอท กระเทียม หัวหอม ลงผักสัก 2-3 นาที เติมมันฝรั่งลงไป ปิดฝา อบให้สุก
  2. เติมน้ำลงไป รอจนเดือด เติมเกลือ ปิดฝาไว้ หรี่ไฟอ่อน ทิ้งไว้สัก 5 นาทีแล้วยกลง ปล่อยไว้ให้เย็น
  3. นำซุปที่เย็นแล้วเทใส่เครื่องปั่น และปั่นให้ละเอียด
  4. เทซุปลงชาม แล้วแต่งหน้าด้วยโยเกิร์ตและใบสะระแหน่

น้ำแครอท(1)


เนื้อแครอท   5 ช้อนโต๊ะ

น้ำน้ำมะนาว   2 ช้อนโต๊ะ

น้ำผึ้ง     1/3 ถ้วยตวง

น้ำสะอาด   1 1/2 ถ้วยตวง

เกลือ     ½ ช้อนชา

วิธีทำ

1. นำเครอทมาล้างให้สะอาด ปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เติมน้ำลงไปแล้วปั่นให้ละเอียด

2. เติมน้ำผึ้ง น้ำมะนาวเกลือและน้ำ ปั่นให้เข้ากัน

3. ได้น้ำแครอทพร้อมดื่ม

 

References

1. ณัฐกร  สงคราม, แครอท, เครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ,  คณะเทคโนโลยีการเกษตร  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, เยี่ยมชม 7 พฤษภาคม 2554, http://www.kmitl.ac.th/agritech/nutthakorn/sproject/paramat/web/carrotbio.htm

2. Paiva, SA & Russell, RM 1999, Beta-Carotene and Other Carotenoids as Antioxidants, Journal of The American College of Nutrition, vol. 18, no. 5, pp. 426-433.

3. ‘Beta-carotene (vitamin A)’ 2005-2006, Vitamins & health supplements guide, viewed 7 May 2011, http://www.vitamins-supplements.org/beta-carotene.php

4. ‘Beta-carotene’, University of Maryland Medical Center, viewed 7 May 2011, http://www.umm.edu/altmed/articles/beta-carotene-000286.htm

5. Ophardt, CE 2003, ‘Beta-Carotene and Vitamin A’, Virtual Chembook, Elmhurst College, viewed 7 May 2011, http://www.elmhurst.edu/~chm/vchembook/532vitaminA.html

6. ‘ผักและผลิตภัณฑ์ (Vegetables and products):แครอท’, ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย, กองโภชนาการ กรมอนามัย, เยี่ยมชม 7 พฤษภาคม 2554, http://nutrition.anamai.moph.go.th/FoodTable/Html/frame.html

7. ‘ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน {Dietary Reference Intake (DRI)}’ 2546, งานพัฒนา RDA ของไทย, กองโภชนาการ กรมอนามัย, เยี่ยมชม 7 พฤษภาคม 2554, http://nutrition.anamai.moph.go.th/rda%20041103.htm

8. ‘ซุปแครอท’, เส้นทางสุขภาพ, นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 61, เยี่ยมชม 7 พฤษภาคม 2554,  http://www.yourhealthyguide.com/Menu/mms-carrot.html

จัดทำโดย  นิสิตเภสัชศาสตร์จตุพร  ศรีบุญเรือง

 
วันที่จัดทำ 9 พฤษภาคม 2554

Comment

Comment:

Tweet

Thank you for sharing this information. The information was very helpful and saved a lot of my time.

#2 By College Admission Essays (119.155.125.103) on 2011-05-23 19:02

ดีมัก

#1 By Ika_หมึกแบม on 2011-05-09 16:00